กระทรวงกลาโหม
MINISTRY OF DEFENCE
  เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๙  จังหวัดสงขลา — นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ ๕ จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารส่วนราชการ ผู้แทนจังหวัด และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ในการนี้ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมรับฟังผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยเฉพาะข้อเสนอด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๔ มิติสำคัญ ร่วมกับด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสาธารณภัย เพื่อเชื่อมโยงปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาล
จุดสำคัญของ Workshop ครั้งนี้ คือข้อเสนอที่นำเสนอต่อรัฐบาลไม่ได้เริ่มต้นจากการกำหนดคำตอบจากส่วนกลางแล้วสั่งการลงไปสู่พื้นที่ แต่เกิดจากกระบวนการระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เผชิญปัญหาและปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จริง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมกันสะท้อนปัญหา วิเคราะห์อุปสรรค และพัฒนาข้อพิจารณาและข้อเสนอที่สามารถนำไปดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ก่อนส่งต่อจากระดับพื้นที่ขึ้นสู่ระดับนโยบาย หรือ “Bottom-up” อย่างแท้จริง

กระบวนการดังกล่าวทำให้สิ่งที่รัฐบาลได้รับไม่ใช่เพียงรายการปัญหา แต่เป็นข้อเสนอที่ผ่านการคิดร่วมกันจากพื้นที่ ทั้งในมิติว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง อะไรคือข้อจำกัดของการทำงาน และรัฐบาลหรือส่วนกลางควรเข้ามาสนับสนุนในเรื่องใด เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายตอบโจทย์สถานการณ์และความต้องการของประชาชนได้ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับด้านความมั่นคง มีการรวบรวมข้อเสนอครอบคลุม ๔ ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงชายแดน ความมั่นคงภายใน ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการปรับเปลี่ยนแนวคิดการแก้ไขปัญหา โดยข้อเสนอสะท้อนทั้งความจำเป็นในการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยและเทคโนโลยี การพัฒนากลไกและเครือข่ายในพื้นที่ ตลอดจนการบูรณาการมิติความมั่นคงเข้ากับเศรษฐกิจ การศึกษา เยาวชน และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเห็นว่า คุณค่าของการลงพื้นที่และการทำ Workshop อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้คนทำงานจริงได้มีส่วนร่วมในการออกแบบทางออก เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบท ปัญหา และข้อจำกัดแตกต่างกัน การกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจข้อเท็จจริงในพื้นที่ ก่อนนำศักยภาพและกลไกของรัฐบาลเข้าไปสนับสนุนให้ตรงกับความต้องการ

“ครั้งนี้เราไม่ได้มาบอกพื้นที่ว่าต้องทำอะไร แต่เรามาฟังว่าคนในพื้นที่เห็นปัญหาอย่างไร ต้องการแก้อะไร และอะไรคือสิ่งที่รัฐบาลควรเข้าไปสนับสนุน เมื่อคนหน้างานได้ช่วยกันคิด ช่วยกันร่างข้อเสนอจากประสบการณ์จริง สิ่งที่ได้จึงไม่ใช่นโยบายที่สั่งจากบนลงล่าง แต่เป็นข้อพิจารณาจากพื้นที่ที่ส่งขึ้นมาให้รัฐบาลนำไปขับเคลื่อนต่อให้เกิดผลจริง”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา คุณภาพชีวิต และโอกาสของประชาชนได้ การทำงานจึงต้องอาศัย การรับฟัง การมีส่วนร่วม และการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยน เสียงจากพื้นที่ให้เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม